แชร์

ตัดชุดยูนิฟอร์มให้พนักงานทั้งบริษัท เริ่มต้นยังไงดี

อัพเดทล่าสุด: 21 ต.ค. 2026
42 ผู้เข้าชม
ตัดชุดยูนิฟอร์ม

การทำยูนิฟอร์มให้พนักงานทั้งบริษัท ไม่ใช่แค่เลือกเสื้อที่ดูดีแล้วสั่งให้ครบจำนวน เพราะเมื่อพนักงานมีหลายสิบหรือหลักร้อยคน เราต้องคิดตั้งแต่ ใครเป็นคนใส่ ใส่ทำงานอะไร ใช้ผ้าแบบไหน มีกี่ไซซ์ จะทำโลโก้อย่างไร ไปจนถึงต้องสั่งเพิ่มในอนาคตหรือไม่ ยิ่งองค์กรมีหลายแผนก ก็ยิ่งมีรายละเอียดมากขึ้น เช่น ฝ่ายขายอาจต้องพบลูกค้าและต้องการชุดที่ดูเรียบร้อย ขณะที่ช่างหรือพนักงานโรงงานต้องการความคล่องตัวและความทนทานมากกว่า

ถ้าบริษัทกำลังจะทำยูนิฟอร์มครั้งแรก แต่ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน พวกเรา HARROT ผู้ให้บริการรับตัดชุดยูนิฟอร์มสำหรับองค์กร รวบรวมแนวทางเตรียมความพร้อมมาให้แล้วค่ะ!

1. เริ่มจากดูว่า “ใครเป็นคนใส่ยูนิฟอร์ม?”

ก่อนเลือกสีหรือแบบเสื้อ ลองแบ่งพนักงานตามแผนกและลักษณะงานก่อน

  • สมมติว่าบริษัทมีพนักงาน 100 คน ประกอบด้วยพนักงานออฟฟิศ 30 คน ฝ่ายขาย 20 คน พนักงานคลังสินค้า 20 คน ช่าง 20 คน และแม่บ้านอีก 10 คน ซึ่งพนักงานทั้งหมดไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อแบบเดียวกันค่ะ
  • เช่น ฝ่ายขายอาจใช้เสื้อเชิ้ตที่ดูสุภาพสำหรับพบลูกค้า / พนักงานออฟฟิศอาจเลือกเสื้อที่ดูเรียบร้อยแต่ใส่สบาย / ส่วนช่างและพนักงานคลังสินค้าควรเลือกชุดที่เคลื่อนไหวง่ายและเหมาะกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน

สิ่งที่ทำให้ทุกชุดดูเป็นบริษัทเดียวกัน อาจเป็น สีหลัก โลโก้ หรือองค์ประกอบบางอย่างของดีไซน์ แทนที่จะบังคับให้ทุกตำแหน่งใส่ชุดเหมือนกันทั้งหมด

2. ตั้งโจทย์ก่อนว่าอยากได้ยูนิฟอร์มแบบไหน

ลองตอบคำถามง่ายๆ เช่น 

  • ต้องการภาพลักษณ์ Formal หรือ Casual
  • พนักงานทำงานในห้องแอร์หรือกลางแจ้ง เคลื่อนไหวเยอะไหม และ ซักบ่อยแค่ไหน 
  • ต้องการกี่ชุดต่อคน
  • มีงบประมาณต่อชุดประมาณเท่าไร

ไม่จำเป็นต้องรู้ถึงขั้นว่าจะใช้ผ้าชื่ออะไร หรือออกแบบเสื้อมาเรียบร้อยแล้ว เพียงมีข้อมูลเหล่านี้ก็ช่วยให้ทีมผลิตเข้าใจความต้องการและแนะนำต่อได้ง่ายขึ้นมากๆแล้วค่ะ

3. เลือกว่าจะใช้ “ยูนิฟอร์มสำเร็จรูป” หรือ “สั่งผลิตใหม่”

HARROT มีทั้งยูนิฟอร์มสำเร็จรูปและบริการรับตัดชุดยูนิฟอร์ม สำหรับองค์กรและธุรกิจประเภทต่างๆ ดังนั้นก่อนเริ่มสั่งซื้อควรดูว่าแบบไหนเหมาะกับบริษัทของคุณมากกว่า

  • หากต้องการใช้งานเร็ว จำนวนไม่มาก หรือบริษัทมีพนักงานเข้าใหม่เป็นระยะ ยูนิฟอร์มสำเร็จรูปค่อนข้างสะดวก เพราะสามารถเลือกประเภทสินค้า แบบ สี และไซซ์ที่ต้องการ แล้วเพิ่มงานปักหรือสกรีนโลโก้ได้
  • แต่หากต้องการทำยูนิฟอร์มให้พนักงานทั้งบริษัท มีสีประจำองค์กร ต้องการปรับแพทเทิร์น หรืออยากได้ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ การเลือก Made to Order จะเหมาะกว่า เพราะสามารถพูดคุยรายละเอียดกับทีมงานตั้งแต่ก่อนเริ่มผลิตได้

4. เลือกผ้าให้เข้ากับ “งาน” ไม่ใช่แค่เลือกสีที่ชอบ

ยูนิฟอร์มหนึ่งชุดอาจถูกใส่สัปดาห์ละหลายวัน และผ่านการซักซ้ำตลอดทั้งปี เพราะฉะนั้นเนื้อผ้าจึงมีผลต่อทั้งความสบาย อายุการใช้งาน และภาพลักษณ์ของพนักงาน เช่น

  • พนักงานโรงแรมหรือฝ่ายขาย = เน้นผ้าอยู่ทรง ดูเรียบร้อย
  • พนักงานแม่บ้าน = เน้นผ้าดูแลง่าย เคลื่อนไหวสะดวก
  • พนักงานโรงงานหรือช่าง = เน้นผ้าแข็งแรง ทนทาน

บริการรับตัดชุดยูนิฟอร์ม ของ HARROT จึงให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกเนื้อผ้าและวัตถุดิบ ไปจนถึงการตัดเย็บ เพื่อให้ยูนิฟอร์มเหมาะกับการใช้งานจริงของแต่ละธุรกิจ

5. วางเรื่องไซซ์ให้เรียบร้อยก่อนสั่งจำนวนมาก

ปัญหาที่เจอได้ง่ายมากเวลาทำ ยูนิฟอร์ม ทั้งบริษัทคือ “ไซซ์ไม่พอดี” ไม่ควรใช้เพียงข้อมูลว่าใครเคยใส่ S, M หรือ L จากเสื้อแบรนด์อื่น เพราะแพทเทิร์นของแต่ละผู้ผลิตอาจไม่เท่ากัน ควรอ้างอิง Size Chart ของแบบที่เลือก หรือให้พนักงานทดลองตัวอย่างก่อนสรุปจำนวนจริง

6. ปักหรือสกรีนโลโก้ เลือกให้เหมาะกับแบบเสื้อ

โลโก้เป็นอีกจุดที่ช่วยให้ยูนิฟอร์มธรรมดากลายเป็นชุดขององค์กรอย่างชัดเจน

  • หากต้องการลุคเรียบร้อย ดูเป็นทางการ และมีมิติ สามารถเลือก ปักโลโก้ ได้ 
  • ส่วนโลโก้ที่มีหลายสี มีรายละเอียดค่อนข้างมาก หรือต้องการลายขนาดใหญ่ การสกรีนอาจตอบโจทย์กว่า

HARROT มีแผนกปักสำหรับดูแลงานโลโก้โดยเฉพาะ รวมถึงมีบริการสกรีน จึงสามารถพิจารณาร่วมกับแบบเสื้อและเนื้อผ้าก่อนเลือกวิธีที่เหมาะสมได้

แล้วถ้ายังไม่มีแบบในใจเลย HARROT ช่วยอะไรได้บ้าง?

จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องออกแบบยูนิฟอร์มเสร็จแล้วถึงจะเข้ามาคุยค่ะ สมมติว่ามีโจทย์เพียงว่า “บริษัทมีพนักงานประมาณ 80 คน อยากเปลี่ยนยูนิฟอร์มใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น แต่ยังไม่รู้ว่าจะใช้ผ้าหรือแพทเทิร์นแบบไหนดี” ก็สามารถเริ่มจากโจทย์เท่านี้ได้
เพราะ HARROT มีประสบการณ์ด้านการผลิตและจำหน่ายยูนิฟอร์มมากกว่า 50 ปี และมีกระบวนการทำงานแบ่งออกเป็นหลายแผนก เพื่อดูแลงานตั้งแต่ต้นจนจบ

เริ่มจาก ฝ่ายขาย (Salesperson) ที่ช่วยรับโจทย์และดูแลลูกค้า ต่อด้วย แผนกตัด (Cutting Department) ซึ่งมีช่างที่มีประสบการณ์ด้านแพทเทิร์น ใช้โปรแกรมในการออกแบบแพทเทิร์นและดูแลงานตัดผ้า

จากนั้นเข้าสู่ แผนกเย็บ (Sewing Department) ที่รับผิดชอบงานตัดเย็บ ก่อนส่งต่อไปยัง แผนกปักเสื้อ (Embroidery Department) สำหรับงานโลโก้ และเมื่อผลิตเรียบร้อยแล้ว ยังมี แผนกแพ็กสินค้า (Packing Department) ดูแลการรีดและแพ็ก ก่อนส่งต่อให้ แผนกจัดส่ง (Shipping Department)

จึงไม่ใช่เพียงการเลือกเสื้อแล้วติดโลโก้ แต่เป็นกระบวนการที่สามารถดูแลลูกค้า ตั้งแต่การวางแบบไปจนถึงสินค้าพร้อมส่งถึงองค์กรเลยค่ะ  เพราะฉะนั้น หากกำลังมองหาผู้รับตัดชุดยูนิฟอร์มสำหรับบริษัท สามารถนำโจทย์ขององค์กรเข้ามาพูดคุยกับทีม HARROT พร้อมชมตัวอย่างผ้าจริงก่อนตัดสินใจผลิตได้ค่ะ

สาขาลาดพร้าว (สำนักงานใหญ่)

ลาดพร้าว 64 แยก 4

โทร. 02-933-6587-8

มือถือ: 095-596-5935, 095-593-5536, 093-551-6959

สาขา JJ Mall (จตุจักร)

ชั้น 1 ห้อง F253

โทร. 096-356-9693 (คุณเมย์)

ช่องทางติดต่ออื่นๆ

Email: sales@harrot.co.th

Facebook: Harrot Uniform  https://www.facebook.com/harrotuniform


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้